จดบริษัทแล้วต้องทำอะไรต่อ? เป็นคำถามสำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น เพราะหลังจดทะเบียนแล้ว ยังมีหน้าที่ด้านบัญชี ภาษี เอกสาร และการดำเนินงานอีกหลายเรื่องที่ต้องจัดการให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น
1. ตรวจสอบเอกสารหลังจดทะเบียนบริษัท
หลังจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ารับจดทะเบียนบริษัทแล้ว ควรตรวจสอบข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อบริษัท ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ รายชื่อกรรมการ อำนาจกรรมการ ทุนจดทะเบียน และวัตถุประสงค์ของบริษัทว่าถูกต้องตรงกับการประกอบธุรกิจหรือไม่
ตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนเพิ่มเติมได้ที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า2. เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท
ควรเปิดบัญชีธนาคารในชื่อบริษัท และแยกเงินส่วนตัวออกจากเงินของกิจการ เพื่อให้ตรวจสอบรายรับ–รายจ่ายและจัดทำบัญชีได้ง่ายขึ้น
3. ตรวจสอบว่าต้องจด VAT หรือไม่ กรมสรรพากร
บริษัทที่เพิ่งจัดตั้ง ไม่ได้แปลว่าต้องจด VAT ทันทีทุกบริษัท แต่ต้องพิจารณาจากประเภทกิจการและรายรับของบริษัท
โดยทั่วไป หากเป็นกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับ VAT และมีรายรับเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จะมีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ดังนั้นเจ้าของกิจการควรติดตามยอดรายรับสะสมตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ และไม่ควรรอให้เกินเกณฑ์ไปหลายเดือนแล้วค่อยตรวจสอบย้อนหลัง
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมสรรพากร
“รายได้เกิน 1.8 ล้าน ต้องจด VAT เมื่อไหร่?”4. วางระบบเอกสารรายรับ–รายจ่าย
เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับบริษัทใหม่ค่ะ เพราะถ้าวางระบบตั้งแต่เดือนแรก งานบัญชีปลายปีจะง่ายขึ้นมาก
เอกสารที่ควรจัดเก็บ เช่น
- ใบเสนอราคา
- ใบแจ้งหนี้
- ใบเสร็จรับเงิน
- ใบกำกับภาษี
- หลักฐานการโอนเงิน
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย
- เอกสารค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของกิจการ
ควรแยกเอกสาร ด้านรับ และ ด้านจ่าย ให้ชัดเจน และส่งให้สำนักงานบัญชีเป็นประจำทุกเดือน ไม่ควรรอรวบรวมทีเดียวปลายปี
5. เริ่มจัดทำบัญชีตั้งแต่เดือนแรก
เมื่อบริษัทเริ่มมีรายการทางการเงิน เช่น รับเงิน จ่ายเงิน ซื้อทรัพย์สิน หรือมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็ควรเริ่มจัดทำบัญชีตั้งแต่เดือนแรก
แม้บางเดือนบริษัทจะยังไม่มีรายได้ แต่หากมีรายการเกิดขึ้น เช่น
- ค่าเช่าสำนักงาน
- ค่าจดทะเบียนบริษัท
- ค่าบริการ
- เงินลงทุนของผู้ถือหุ้น
- ค่าใช้จ่ายก่อนเริ่มกิจการ
รายการเหล่านี้ก็ควรจัดเก็บเอกสารและบันทึกบัญชีให้ครบถ้วนค่ะ
6. ตรวจสอบภาษีที่บริษัทต้องยื่น
บริษัทอาจมีหน้าที่ยื่นภาษีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับรายการที่เกิดขึ้นจริง เช่น
- ภ.ง.ด.1 กรณีจ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างพนักงาน
- ภ.ง.ด.3 กรณีจ่ายเงินได้บางประเภทให้บุคคลธรรมดา
- ภ.ง.ด.53 กรณีจ่ายเงินได้บางประเภทให้นิติบุคคล
- ภ.พ.30 กรณีบริษัทจดทะเบียน VAT
กรมสรรพากรมีระบบรองรับการยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 และ ภ.พ.30 และมีปฏิทินกำหนดเวลาการยื่นแบบในแต่ละเดือนค่ะ กรมสรรพากร
ดังนั้นบริษัทใหม่ควรให้สำนักงานบัญชีตรวจสอบตั้งแต่ต้นว่า กิจการมีหน้าที่ยื่นแบบใดบ้าง ไม่ควรใช้แบบภาษีเดียวกันกับทุกบริษัท เพราะรูปแบบธุรกิจแต่ละแห่งแตกต่างกันค่ะ
7. หากมีพนักงาน ต้องดูเรื่องประกันสังคมและเงินเดือน
ถ้าบริษัทเริ่มมีพนักงาน ควรวางระบบเรื่องบุคลากรตั้งแต่ต้น เช่น
- เงินเดือน
- ค่าจ้าง
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
- ประกันสังคม
- หลักฐานการจ่ายเงินเดือน
- เอกสารพนักงาน
การจัดระบบเงินเดือนให้ถูกต้องตั้งแต่เดือนแรก จะช่วยลดปัญหาในการยื่นภาษีและตรวจสอบยอดปลายปีค่ะ
8. เตรียมปิดบัญชีและยื่นงบการเงินประจำปี
บริษัทมีหน้าที่จัดทำบัญชีและงบการเงินตามรอบบัญชีของบริษัท แม้ว่าบริษัทจะเพิ่งเปิดกิจการหรือมีรายได้ไม่มากก็ตาม
Featured financial statements และรูปแบบการยื่นต่าง ๆ ถูกกำหนดตามระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และ WordPress เอ๊ยไม่ใช่ค่ะ—ตรงนี้เป็นเรื่องของ DBD โดยตรง 😄
สิ่งที่บริษัทควรเตรียมตลอดปี ได้แก่
- เอกสารรายรับ
- เอกสารรายจ่าย
- Statement ธนาคาร
- รายการทรัพย์สิน
- รายการเจ้าหนี้–ลูกหนี้
- ภาษีที่ยื่นไปแล้ว
- เอกสารประกอบรายการสำคัญ
หากจัดเอกสารเป็นรายเดือน การปิดบัญชีปลายปีจะง่ายกว่าการตามเอกสารย้อนหลังมากค่ะ
สรุป
การจดทะเบียนบริษัทเสร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลเท่านั้น หลังจากนั้นยังมีเรื่องบัญชี ภาษี เอกสาร ธนาคาร พนักงาน และงบการเงินที่ต้องจัดการให้ถูกต้อง
สำหรับเจ้าของธุรกิจใน สมุทรปราการ บางนา แบริ่ง สำโรง บางพลี และพื้นที่ใกล้เคียง หากยังไม่แน่ใจว่าหลังจดบริษัทแล้วควรเริ่มจากตรงไหน การมีสำนักงานบัญชีช่วยวางระบบตั้งแต่เดือนแรกจะช่วยลดปัญหาการแก้เอกสารและภาษีย้อนหลังได้มากค่ะ
หากยังไม่แน่ใจว่าการทำธุรกิจในรูปแบบ บุคคลธรรมดาและบริษัทแตกต่างกันอย่างไรในด้านภาษี สามารถอ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่ บุคคลธรรมดาและบริษัทแตกต่างกันอย่างไรในด้านภาษี