จดบริษัทแล้วต้องทำอะไรต่อ? 8 เรื่องสำคัญที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ ปี 2569

Blog

จดบริษัทแล้วต้องทำอะไรต่อ? เป็นคำถามสำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น เพราะหลังจดทะเบียนแล้ว ยังมีหน้าที่ด้านบัญชี ภาษี เอกสาร และการดำเนินงานอีกหลายเรื่องที่ต้องจัดการให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

1. ตรวจสอบเอกสารหลังจดทะเบียนบริษัท

หลังจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ารับจดทะเบียนบริษัทแล้ว ควรตรวจสอบข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อบริษัท ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ รายชื่อกรรมการ อำนาจกรรมการ ทุนจดทะเบียน และวัตถุประสงค์ของบริษัทว่าถูกต้องตรงกับการประกอบธุรกิจหรือไม่
ตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนเพิ่มเติมได้ที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

2. เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท

ควรเปิดบัญชีธนาคารในชื่อบริษัท และแยกเงินส่วนตัวออกจากเงินของกิจการ เพื่อให้ตรวจสอบรายรับ–รายจ่ายและจัดทำบัญชีได้ง่ายขึ้น

3. ตรวจสอบว่าต้องจด VAT หรือไม่ กรมสรรพากร

บริษัทที่เพิ่งจัดตั้ง ไม่ได้แปลว่าต้องจด VAT ทันทีทุกบริษัท แต่ต้องพิจารณาจากประเภทกิจการและรายรับของบริษัท

โดยทั่วไป หากเป็นกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับ VAT และมีรายรับเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จะมีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ดังนั้นเจ้าของกิจการควรติดตามยอดรายรับสะสมตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ และไม่ควรรอให้เกินเกณฑ์ไปหลายเดือนแล้วค่อยตรวจสอบย้อนหลัง

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมสรรพากร


“รายได้เกิน 1.8 ล้าน ต้องจด VAT เมื่อไหร่?”

4. วางระบบเอกสารรายรับ–รายจ่าย

เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับบริษัทใหม่ค่ะ เพราะถ้าวางระบบตั้งแต่เดือนแรก งานบัญชีปลายปีจะง่ายขึ้นมาก

เอกสารที่ควรจัดเก็บ เช่น

  • ใบเสนอราคา
  • ใบแจ้งหนี้
  • ใบเสร็จรับเงิน
  • ใบกำกับภาษี
  • หลักฐานการโอนเงิน
  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย
  • เอกสารค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของกิจการ

ควรแยกเอกสาร ด้านรับ และ ด้านจ่าย ให้ชัดเจน และส่งให้สำนักงานบัญชีเป็นประจำทุกเดือน ไม่ควรรอรวบรวมทีเดียวปลายปี

5. เริ่มจัดทำบัญชีตั้งแต่เดือนแรก

เมื่อบริษัทเริ่มมีรายการทางการเงิน เช่น รับเงิน จ่ายเงิน ซื้อทรัพย์สิน หรือมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็ควรเริ่มจัดทำบัญชีตั้งแต่เดือนแรก

แม้บางเดือนบริษัทจะยังไม่มีรายได้ แต่หากมีรายการเกิดขึ้น เช่น

  • ค่าเช่าสำนักงาน
  • ค่าจดทะเบียนบริษัท
  • ค่าบริการ
  • เงินลงทุนของผู้ถือหุ้น
  • ค่าใช้จ่ายก่อนเริ่มกิจการ

รายการเหล่านี้ก็ควรจัดเก็บเอกสารและบันทึกบัญชีให้ครบถ้วนค่ะ

6. ตรวจสอบภาษีที่บริษัทต้องยื่น

บริษัทอาจมีหน้าที่ยื่นภาษีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับรายการที่เกิดขึ้นจริง เช่น

  • ภ.ง.ด.1 กรณีจ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างพนักงาน
  • ภ.ง.ด.3 กรณีจ่ายเงินได้บางประเภทให้บุคคลธรรมดา
  • ภ.ง.ด.53 กรณีจ่ายเงินได้บางประเภทให้นิติบุคคล
  • ภ.พ.30 กรณีบริษัทจดทะเบียน VAT

กรมสรรพากรมีระบบรองรับการยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 และ ภ.พ.30 และมีปฏิทินกำหนดเวลาการยื่นแบบในแต่ละเดือนค่ะ กรมสรรพากร

ดังนั้นบริษัทใหม่ควรให้สำนักงานบัญชีตรวจสอบตั้งแต่ต้นว่า กิจการมีหน้าที่ยื่นแบบใดบ้าง ไม่ควรใช้แบบภาษีเดียวกันกับทุกบริษัท เพราะรูปแบบธุรกิจแต่ละแห่งแตกต่างกันค่ะ

7. หากมีพนักงาน ต้องดูเรื่องประกันสังคมและเงินเดือน

ถ้าบริษัทเริ่มมีพนักงาน ควรวางระบบเรื่องบุคลากรตั้งแต่ต้น เช่น

  • เงินเดือน
  • ค่าจ้าง
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
  • ประกันสังคม
  • หลักฐานการจ่ายเงินเดือน
  • เอกสารพนักงาน

การจัดระบบเงินเดือนให้ถูกต้องตั้งแต่เดือนแรก จะช่วยลดปัญหาในการยื่นภาษีและตรวจสอบยอดปลายปีค่ะ

8. เตรียมปิดบัญชีและยื่นงบการเงินประจำปี

บริษัทมีหน้าที่จัดทำบัญชีและงบการเงินตามรอบบัญชีของบริษัท แม้ว่าบริษัทจะเพิ่งเปิดกิจการหรือมีรายได้ไม่มากก็ตาม

Featured financial statements และรูปแบบการยื่นต่าง ๆ ถูกกำหนดตามระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และ WordPress เอ๊ยไม่ใช่ค่ะ—ตรงนี้เป็นเรื่องของ DBD โดยตรง 😄

สิ่งที่บริษัทควรเตรียมตลอดปี ได้แก่

  • เอกสารรายรับ
  • เอกสารรายจ่าย
  • Statement ธนาคาร
  • รายการทรัพย์สิน
  • รายการเจ้าหนี้–ลูกหนี้
  • ภาษีที่ยื่นไปแล้ว
  • เอกสารประกอบรายการสำคัญ

หากจัดเอกสารเป็นรายเดือน การปิดบัญชีปลายปีจะง่ายกว่าการตามเอกสารย้อนหลังมากค่ะ

สรุป

การจดทะเบียนบริษัทเสร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลเท่านั้น หลังจากนั้นยังมีเรื่องบัญชี ภาษี เอกสาร ธนาคาร พนักงาน และงบการเงินที่ต้องจัดการให้ถูกต้อง

สำหรับเจ้าของธุรกิจใน สมุทรปราการ บางนา แบริ่ง สำโรง บางพลี และพื้นที่ใกล้เคียง หากยังไม่แน่ใจว่าหลังจดบริษัทแล้วควรเริ่มจากตรงไหน การมีสำนักงานบัญชีช่วยวางระบบตั้งแต่เดือนแรกจะช่วยลดปัญหาการแก้เอกสารและภาษีย้อนหลังได้มากค่ะ

หากยังไม่แน่ใจว่าการทำธุรกิจในรูปแบบ บุคคลธรรมดาและบริษัทแตกต่างกันอย่างไรในด้านภาษี สามารถอ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่ บุคคลธรรมดาและบริษัทแตกต่างกันอย่างไรในด้านภาษี

หมวดหมู่ :

Blog

แท็ก :

example, category, and, terms